ต้องมีมากขนาดไหน… จึงจะเรียกว่ามั่งคั่ง

เงิน คือ [ส่วนหนึ่งของ] ชีวิต⎮EP.1 : เงิน [แลกมาด้วย] พลังชีวิต
01/01/2021
เงิน คือ [ส่วนหนึ่งของ] ชีวิต⎮EP.2 : ว่าด้วยเรื่องเส้นโค้งความอิ่มเอม
02/02/2021

การเป็นคนที่มีฐานะ หรือเป็นผู้ที่มีความมั่งคั่งนั้น เป็นความฝันของหลาย ๆ คนครับ เพราะเงินนั้นสามารถช่วยอะไรเราได้หลายต่อหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

  • ความมั่นคงพื้นฐานของชีวิต เงินสามารถใช้ตอบสนองปัจจัยสี่ และสร้างความปลอดภัยได้
  • ความสุข เงินสามารถเพิ่มความสุข จากการเป็นเจ้าของ สร้างประสบการณ์ที่ดี และบันดาลความพึงพอใจได้
  • อำนาจและการยอมรับ ซึ่งจะเห็นได้จากคนที่ร่ำรวย ซึ่งได้รับการยอมรับจากคนบางกลุ่ม เพียงเพราะมีฐานะที่ดีล้วนๆ โดยยังไม่ได้มองให้ลึกถึงพฤติกรรมด้านอื่นๆ

บางท่านอาจแย้งว่า แม้จะไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวย ก็สามารถหา ความมั่นคง ความสุข และการยอมรับได้

แต่คงเป็นเรื่องที่ยากจะปฏิเสธนะครับ ว่าการมีเงินด้วยนั้น ทำให้เรามีสามสิ่งดังกล่าวได้ง่ายขึ้น


ต้องมีเท่าไรจึงจะเพียงพอ ?

หากจะถามจำนวนเงินที่แต่ละท่านคิดว่ามีแล้วเรียกว่า “มั่งคั่ง” นั้น แต่ละคนคงจะมีคำตอบต่างกันไป

บ้างอาจตอบว่า 10 ล้านบาท 50 ล้านบาท 100 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น

หลายคนอาจคิดว่า หากมีเงินตามจำนวนที่คิดอยู่กับตัวแล้ว ชีวิตคงจะมีแต่ความสุขสบายไปตลอดเป็นแน่แท้

แต่ในความเป็นจริงกลับมีผู้คนมากมาย ที่หาเงินจำนวนนั้นมาได้ แต่กลับไม่ได้มีความสุขไปตลอดแบบที่คนเชื่อกัน

คนที่มีเงินจำนวนนี้หลาย ๆ คน กลับใช้มันหมดอย่างรวดเร็ว แบบไม่น่าเชื่อ

  • ครูมวยชาวไทย ถูกลอตเตอรี่ 56 ล้านบาทแล้วหมดภายในสามเดือน เมื่อปั้นปลายชีวิตป่วยหนักถึงขั้นต้องขายทรัพย์สินส่วนตัวมาเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาล
  • หนุ่มชาวอังกฤษ ถูกรางวัลแจ็กพอตใหญ่ จำนวนเงินมหาศาลกว่า 9.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 379 ล้านบาท) 10 ปีต่อมา เขาต้องทำงานเป็นคนงานในเหมืองถ่านหิน 7 วันต่อสัปดาห์ เพื่อหาเลี้ยงตัวเอง
  • นักกีฬาชื่อดังชาวอเมริกัน ที่หาเงินเข้ากระเป๋าได้มากถึง 400 ล้านดอลลาร์ แต่กลับโดนฟ้องล้มละลายในอีก 20 ปีต่อมา

หรือจริงๆ แล้วแค่มีเงินมาก มันอาจจะไม่เพียงพอ ?


ความมั่งคั่งไม่ได้วัดด้วยจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว

สำหรับผมนั้น ความมั่งคั่งไม่ได้วัดด้วยจำนวนเงินว่ามีเท่าไร แต่วัดด้วยหน่วยที่เป็น “ระยะเวลา” ต่างหากครับ

ระยะเวลาในที่นี้ คือ

ระยะเวลาที่เราสามารถใช้ชีวิตได้ในมาตรฐานการครองชีพที่เราต้องการโดยไม่ลำบากเรื่องเงินนั่นเองครับ 

ตัวอย่างเช่น

นาย ก. มีเงินจำนวน 10 ล้านบาท โดยเป็นเงินสดเก็บไว้กับตัว หากนาย ก. ไม่มีรายได้เข้ามาอีก และต้องทยอยนำเงินออกมาใช้เดือนละ 500,000 บาท นาย ก. จะมีความมั่งคั่งเป็นจำนวน 20 เดือน เงินถึงจะหมด

ในขณะเดียวกัน

นาย ข. มีเงินจำนวน 1 ล้านบาท โดยเป็นเงินสดเก็บไว้กับตัวเช่นกัน หากนาย ข. ไม่มีรายได้เข้ามา และทยอยนำเงินออกมาใช้เดือนละ 10,000 บาท นาย ข. จะมีความมั่งคั่งเป็นจำนวน 100 เดือน ก่อนที่เงินจะหมด

จะสังเกตว่า แม้นาย ข. จะมีจำนวนเงินน้อยกว่า ก. แต่กลับมีความมั่งคั่งในมิติของระยะเวลาที่มากกว่า

ซึ่งหากวิเคราะห์จากตัวอย่างข้างต้น จะพบว่า ปัจจัยที่กำหนดความมั่งคั่งในมิติของเวลานี้ ได้แก่

  1. จำนวนทรัพย์สินที่มีอยู่
  2. รายจ่ายที่ใช้จ่ายออกไป

แต่ยังไม่หมดแค่นั้นนะครับ เพราะหากสามารถนำทรัพย์สินที่มีไปต่อยอดหรือไปลงทุนให้งอกเงยได้ด้วยแล้ว ย่อมจะมีโอกาสมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น

หาก นาย ข. สามารถนำเงินสด 1 ล้านบาทที่มี ไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6% และนำเงินออกมาใช้ในจำนวนเท่าเดิม  นาย ข. จะมีเงินเพียงพอใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 137 เดือน หรือจะเรียกว่ามั่งคั่งเพิ่มกว่าเดิมถึงกว่า 3 ปีเลยทีเดียว

ดังนั้น ความมั่งคั่งในมิติของเวลานี้ จึงเกิดขึ้นจากปัจจัยสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่

  1. จำนวนทรัพย์สินที่มีอยู่ : ยิ่งมาก ยิ่งมั่งคั่ง
  2. รายได้/ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินนั้น : ยิ่งมาก ยิ่งมั่งคั่ง
  3. รายจ่ายที่ใช้จ่ายออกไป : ยิ่งน้อย ยิ่งมั่งคั่ง

ในกรณีอุดมคตินั้น หากมีทรัพย์สินที่มากพอ มีผลตอบแทนที่ดี และ มีรายจ่ายที่เหมาะสมนั้น เราอาจจะสามารถมีความมั่งคั่ง “ไปจนตลอดชีวิต” ได้ทีเดียว ตัวอย่างเช่น

นาย ค. มีทรัพย์สิน 50 ล้านบาท และสามารถบริหารจัดการให้มีดอกผลเฉลี่ยประมาณ 4% ต่อปี หรือคิดเป็นรายได้จากทรัพย์สินประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี ขณะที่มีรายจ่ายเพียงเดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท กรณีเช่นนี้นาย ค. อาจเรียกได้ว่ามีความมั่งคั่งในมิติของเวลามาก “ไปจนตลอดชีวิต

นั่นก็เพราะรายจ่ายที่ทำให้นาย ค. อยู่ได้ในคุณภาพชีวิตที่ดี “ในแบบฉบับของนาย ค.” นั้น น้อยกว่ารายได้จากที่ทรัพย์สินสามารถสร้างได้เป็นอย่างมาก


บทสรุป

จากปัจจัยที่กล่าวถึงข้างต้นทั้งหมดนั้น ผมสังเกตว่า คนส่วนใหญ่ที่แม้จะเคยมีทรัพย์สินมหาศาล แต่กลับใช้มันหมดไปและต้องพบกับปัญหาทางการเงินนั้น

มักจะเกิดจากปัจจัยใหญ่ๆ สองประการ นั่นคือ

  1. ไม่สามารถจัดการให้ทรัพย์สินนั้นงอกเงยได้อย่างเหมาะสม เช่น อาจลงทุนผิดพลาด หรือกระทั่งถูกหลอกลวงให้สูญเสียเงินลงทุนไป
  2. ใช้จ่ายเงินมากเกินไป ทั้งจากความฟุ่มเฟือยไม่ยั้งคิด เพราะย่ามใจว่ามีเงินอยู่มากจนไม่ต้องกังวล และทั้งจากความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ส่งผลให้รายจ่ายสูงขึ้นเกินคาดคิด

ซึ่งการจะมีความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้น เมื่อได้มาแล้ว ก็จะต้องมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ จะประมาทหรือละเลย ปล่อยไปสบายๆ ไม่ได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว มีเงินมากเท่าไรก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะสุขสบายไปชั่วชีวิต

ยิ่งเรามีความมั่งคั่งมากขึ้น ความรู้และทักษะเรื่องการวางแผนการเงิน การจัดสรรรายรับ-รายจ่ายให้เหมาะสม การจัดการความเสี่ยงด้วยวิธีต่างๆ และการวางแผนการลงทุนที่ดี จะยิ่งทวีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษาให้ความมั่งคั่งนั้น อยู่กับเราได้อย่างยั่งยืนที่สุดครับ

 



ณัฐนันท์ เอื้อวัฒนะสกุล CFP®
ณัฐนันท์ เอื้อวัฒนะสกุล CFP®
ทันตแพทย์ที่เปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตจากความรู้ทางการเงิน ทำให้เกิดความหลงใหลในศาสตร์นี้ และอยากให้คนไทยมีสุขภาพทางการเงินที่ดี จึงส่งต่อความรู้ที่มีผ่านทางเพจ Smart Money More Fun และการให้บริการวางแผนการเงินแบบองค์รวม [คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม]

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *