หลักการจัดสรรเงินให้มีประสิทธิภาพ ในแบบฉบับ Li Ka-shing ซูเปอร์แมนแห่งเกาะฮ่องกง

จัดการทรัพย์สินและมรดกในแบบฉบับของ Warren Buffett
26/05/2020
ถ้าวันหนึ่งต้องตกงาน… จะเตรียมแผนการเงินไว้รับมืออย่างไร ?
26/08/2020


การบริหารสภาพคล่องที่ดี ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยทำให้เรามีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น จากสมการที่ว่า

รายรับ – รายจ่าย = สภาพคล่องคงเหลือ

จะเห็นว่า การสร้างรายได้เพิ่มขึ้น หรือ ลดรายจ่ายให้น้อยลง ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการที่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับเราแทบจะทั้งสิ้น

ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาเรียนรู้ร่วมกันว่า…

แล้วรายรับที่ได้มานั้น เราจะมีวิธีจัดการเพื่อใช้จ่ายอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์ต่อตัวเรามากที่สุด ?

โดยจะเป็นการถอดบทเรียนมาจากการจัดการรายจ่ายของนักธุรกิจท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่า “ซูเปอร์แมน” จากชาวฮ่องกง และยังถือได้ว่าเป็นมหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของเอเชีย

ชายผู้นั้นก็คือ “ลีกาชิง” (Li Ka-shing)


รู้จักกับ ลีกาชิง

ลีกาชิง เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1928 ที่เมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน

ครอบครัวของเขาไม่ได้มีฐานะที่ร่ำรวยสักเท่าไร โดยพ่อของเขาเป็นเพียงคุณครูในระดับประถมศึกษา

แต่แล้วในปี ค.ศ. 1939 ขณะที่ ลีกาชิง อายุได้เพียง 11 ปี ได้มีกองกำลังทหารญี่ปุ่นเข้ามาบุกรุกพื้นที่ในประเทศจีน

ทำให้พ่อของเขาตัดสินใจอพยพไปอยู่ที่เกาะฮ่องกง ซึ่งในตอนนั้นยังคงเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษอยู่ จึงน่าจะมีความปลอดภัยมากกว่าการอยู่ที่ประเทศจีน


ชีวิตบนเกาะฮ่องกง

หลังจากอพยพมาที่เกาะฮ่องกงแล้ว ลีกาชิงได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านลุงของเขา

ซึ่งการปรับตัวกับเมืองใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ และสังคมใหม่ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลา

ผ่านไปกว่า 4 ปี ลีกาชิง ค่อยๆ ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

โดยพ่อของเขาป่วยเป็นวัณโรคและเสียชีวิตลง ในขณะที่เขาอายุได้เพียง 15 ปี เท่านั้น

สำหรับเด็กคนหนึ่ง การที่ต้องสูญเสียพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ถือเป็นสิ่งที่ทำใจได้ยากพอสมควร

ในตอนนั้นลีกาชิงเสียใจมาก จนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน มาทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง

โดยเขาได้เข้าไปทำงานในบริษัทผลิตสายนาฬิกาพลาสติก โดยทำงานถึงวันละ 16 ชั่วโมง และในช่วงเวลาว่าง เขาก็มักจะไปหาซื้อหนังสือมือสอง มาอ่านเพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้กับตนเอง

จนในที่สุดลีกาชิงก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นเป็นผู้จัดการของร้าน ขณะที่อายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น

แต่ความฝันของเขานั้น ไปไกลกว่านั้นมาก… เพราะเขาใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ


ก่อร่างสร้างธุรกิจ

หลังจากนั้นอีก 3 ปี ฝันของเขาก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้น เมื่อเขาตัดสินใจก่อตั้งบริษัท เฉิงคง ขึ้นมา เพื่อผลิตของที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกหลากหลายอย่าง อาทิ ของเล่น ของใช้ภายในบ้าน หรือ แม้แต่ดอกไม้พลาสติก

จากความขยัน และการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ… ส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1950 บริษัทเฉิงคง ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้ขยายธุรกิจเข้าไปสู่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์

ยิ่งไปกว่านั้น ลีกาชิงยังได้สร้างอาณาจักรธุรกิจขึ้นมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภาคการขนส่ง พลังงาน ค้าปลีก โรงแรม หรือแม้แต่บริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

แม้ว่าในปี ค.ศ. 2018 ลีกาชิงจะได้สละตำแหน่งของบริษัทเกือบทั้งหมดให้กับลูกชายคนโตของเขาได้ไปบริหารต่อแล้ว เขาก็ยังถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเกาะฮ่องกง และอันดับ 44 ของโลก


ลีกาชิงมีการบริหารรายจ่ายอย่างไร ?

ลีกาชิงมีวิธีการจัดสรรเงินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยวิธีการที่เรียบง่าย ซึ่งท่านผู้อ่านอาจนำไปปรับใช้ได้

โดยเขาจะแบ่งรายรับออกเป็น 5 ส่วน เพื่อนำไปใช้จ่ายตามแต่ละวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 : ค่าใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน  30%

เงินส่วนแรกนี้ให้นำเอาไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอุปโภคบริโภคต่างๆ

แม้จำนวนเงินอาจดูไม่เยอะมาก แต่หากเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ไม่หมดไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ ที่จะจัดสรรได้เพียงพอ

ส่วนที่ 2 : ค่าใช้จ่ายในการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น 20%

เงินส่วนที่สองนี้ให้นำเอาไปใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนที่มีความรู้และประสบการณ์มากกว่าตัวเรา เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากยิ่งขึ้น

รายจ่ายส่วนนี้ยังรวมค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร เช่น ค่าโทรศัพท์ อีกด้วย

ส่วนที่ 3 : ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียนรู้ 15%

เงินในส่วนที่สามนี้จะถูกจัดสรรเพื่อใช้สำหรับการศึกษา เนื่องจากยุคสมัยนี้ ความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การที่เราหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ จะทำเราให้เรามีฐานข้อมูลขนาดใหญ่อยู่ในหัว จนสามารถวิเคราะห์สถานการณ์และความเป็นไปของโลกได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนที่ 4 : ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ 10%

เงินก้อนที่สี่นี้จะถูกเก็บไว้ใช้สำหรับท่องเที่ยวในต่างประเทศ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจ และยังเป็นการเติมพลังให้กับตัวเองอีกด้วย

ส่วนที่ 5 : ค่าใช้จ่ายสำหรับนำไปใช้ในการลงทุนหรือทำธุรกิจ 25%

เงินส่วนสุดท้ายนี้ เป็นเงินที่ควรเตรียมเอาไว้ใช้สำหรับการลงทุนในด้านต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทำธุรกิจตามความรู้และความเชี่ยวชาญที่เรามี หรือลงทุนในตราสารทางการเงินต่างๆ เพื่อต่อยอดความมั่งคั่งในอนาคตก็ได้


บทสรุป

แนวทางการจัดสรรรายจ่ายทั้ง 5 ส่วนนี้ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้ลีกาชิง ประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก

ทั้งนี้ด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล การบริหารรายจ่ายของเรานั้น อาจจะไม่สามารถลอกเลียนแบบเป็นสัดส่วนแบบเดียวกันกับที่ลิกาชิงใช้ได้ทั้งหมด

แต่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะสามารถนำเอาแนวคิดข้างต้นนี้มาปรับใช้ให้เหมาะสม ในแบบที่เราต้องการ

คือไม่กระเบียดกระเสียนเกินไป ไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป ไม่ถึงขั้นต้องอดมื้อกินมื้อ แต่สามารถที่จะมีเงินเก็บเพื่อเป้าหมายสำคัญต่างๆ มีการพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ และที่สำคัญก็คือต้องมีความสุขได้ในแบบฉบับของตัวเราเองด้วยครับ

อย่าลืมนะครับว่า…

ไม่จำเป็นต้องรวยก่อน จึงค่อยมาคิดเรื่องการบริหารเงิน แต่การบริหารเงินที่ดีต่างหาก ที่จะทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนรวยได้

 

แหล่งอ้างอิง :

Credit รูปภาพประกอบ :

และขอขอบคุณ คุณธนาชัย วาณิชธนศรี ที่ช่วยสร้างสรรเนื้อหาบางส่วนและช่วยจัดเตรียมภาพประกอบ

 



ณัฐนันท์ เอื้อวัฒนะสกุล AFPTᵀᴹ
ณัฐนันท์ เอื้อวัฒนะสกุล AFPTᵀᴹ
ทันตแพทย์ที่เปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตจากความรู้ทางการเงิน ทำให้เกิดความหลงใหลในศาสตร์นี้ และอยากให้คนไทยมีสุขภาพทางการเงินที่ดี จึงส่งต่อความรู้ที่มีผ่านทางเพจ Smart Money More Fun และการให้บริการวางแผนการเงินแบบองค์รวม [คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม]

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *