SUPER PRODUCTIVE ด้านการเงิน ตอนที่ 2 : บรรลุเป้าทางการเงินด้วยคำว่า SUPER

ใช้วิกฤติ COVID-19 เป็นโอกาสทบทวนและจัดการความเสี่ยงส่วนบุคคล
04/04/2020
จัดการรายจ่ายอย่างไร… เมื่อรายได้ลดลง
21/04/2020


สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน พบกันอีกครั้งนะคะกับ SUPER PRODUCTIVE ด้านการเงิน ตอนที่ 2

ใน ตอนที่แล้ว มิ้งค์ได้เขียนเกี่ยวกับ เทคนิคการตั้งเป้าหมายและแผนปฏิบัติการด้วย Model : Dream → Year → Month → Day

ซึ่งมิ้งค์หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้ลองนำไปใช้ในการตั้งเป้าหมายสำหรับแผนการเงินของตัวเองกันแล้วนะคะ

สำหรับตอนนี้มิ้งค์จะมาแนะนำอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่ได้รับจากการดู SUPER PRODUCTIVE SHOW ของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ เมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา

โดยเครื่องมือนี้ มีชื่อว่า SUPER  ซึ่งย่อมาจาก

  1. Start with Why
  2. Unhook
  3. Prioritize
  4. Energize
  5. Rest


Start with why : ทุกเป้าหมายควรมีเหตุผลรองรับว่าเราทำไปทำไม

เป้าหมายทางการเงินก็เช่นกันค่ะ ก่อนตั้งเป้าหมายเราต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราตั้งเป้าหมายการเงินเหล่านั้นไปทำไม และจะทำไปเพื่ออะไร ยกตัวอย่างเช่น

  • เราต้องการมีเงินสำรองฉุกเฉิน เพราะว่าหากวันใดวันหนึ่งมีรายจ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่คาดคิด หรือมีเหตุทำให้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้น้อยลง เราจะได้มีเงินสำรองไว้ใช้เพื่อตั้งหลักในช่วงเวลานั้น
  • เราต้องการมีเงินเกษียณอายุ ก็เพราะในวันที่เราแก่ตัวลง เราอยากมีฐานะการเงินที่ดี ดูแลตัวเองได้ ไม่เดือดร้อนสังคม ดังนั้นการมีเงินเก็บเพื่อใช้ยามเกษียณจะทำให้เราเป็นผู้เกษียณอายุที่ไม่เป็นภาระของใคร

การที่คุณผู้อ่านรู้ว่าเราทำสิ่งเหล่านั้นไปทำไม จะทำให้คุณผู้อ่านตระหนักในความสำคัญของแต่ละเป้าหมาย และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการผลักดันให้คุณผู้อ่านบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้ค่ะ


Unhook : ถ้าแปลให้ตรงตัวก็คือการปลดปล่อยตัวเรา ออกจากพันธนาการที่ขวางกั้นไม่ให้เราบรรลุเป้าหมาย

การที่จะบรรลุเป้าหมายได้เราจะต้องตระหนักว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคทำให้เรา “ไม่” สามารถไปต่อได้ในวันนี้ ซึ่งหลายๆ ครั้งอุปสรรคเหล่านั้นก็คือพฤติกรรมของเราเอง

ถ้าพูดในแง่ของการทำงาน คุณผู้อ่านอาจนึกถึงแผนงานที่เราตั้งใจที่จะทำให้เสร็จในวันนี้ แต่พอถึงเวลาลงมือทำ เรากลับปันเวลาให้กับ Social Media แบบไม่รู้ตัว ดังนั้นงานที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จก็เลยไม่เสร็จเสียที เพราะพันธนาการจาก Social Media นั่นเอง

ถ้ามาพิจารณาในแง่ของเป้าหมายการเงิน คุณผู้อ่านคงต้องกลับมาพิจารณาหรือตอบคำถามที่ว่า อะไรคือบ่วงหรืออุปสรรคที่ทำให้เป้าหมายการเงินของเราไปไม่ถึงไหน ยกตัวอย่างเช่น

เรามีเป้าหมายเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน 60,000 บาท โดยเก็บเงินเดือนละ 10,000 บาท เพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน แต่เมื่อถึงเวลาเรากลับนำเงินนั้นไปใช้บำรุงสุขระยะสั้นของเราเสียก่อนแล้ว ซึ่งเป็นการใช้เงินแบบชั่ววูบและเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ

เช่น การเผลอไปซื้อรองเท้ารุ่นใหม่ของ Brand ที่เราเป็นสาวก หรือ โทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางจำหน่าย

เพราะฉะนั้น หากคุณผู้อ่านทราบว่าอะไรคือพฤติกรรมที่ขวางกั้นการบรรลุเป้าหมายทางการเงินเหล่านั้นแล้ว มิ้งค์เชื่อว่าเราจะหาวิธีการจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้

เช่น เราอาจนำพฤติกรรมที่มักตัดสินใจซื้อของด้วยอารมณ์ชั่ววูบ มาจัดระเบียบเสียเลย โดยการนำมาตั้งเป็นหนึ่งเป้าหมายการเงินของเราและตั้งชื่อเป้าหมายนี้ว่า “รางวัลชีวิต

โดยเราจะนำเงินส่วนเกินที่เหลือจากการออมสำหรับเป้าหมายที่สำคัญมาสะสมไว้ในเป้าหมาย “รางวัลชีวิต” เป็นมูลค่าเดือนละ 2,000 บาท และตั้งเงื่อนไขการใช้เงินส่วนนี้ไว้เล็กน้อย

เช่นเมื่อเราอยากได้อะไร เราจะมาเปิดดูเงินในส่วนนี้ ถ้ามีพอเราก็ซื้อ แต่ถ้าเรายังมีเงินไม่พอก็จะยังไม่ซื้อ และจะสะสมเงินสำหรับเป้าหมาย “รางวัลชีวิต” นี้ต่อไป

ดังนั้นการใช้เงินในส่วนนี้จะ “ไม่ได้” เป็นการขวางกั้นการบรรลุผลสำเร็จของเป้าหมายการเงินอื่น  และยังเป็นการประวิงเวลาให้คุณผู้อ่านมีสติอีกด้วย

เพราะกว่าที่คุณผู้อ่านจะเก็บเงินได้ครบ อาจทำให้คุณผู้อ่านมีเวลาได้ไตร่ตรองแบบไม่รู้ตัว ว่าจริงๆ แล้วคุณผู้อ่านต้องการสิ่งนั้นหรือไม่


Prioritize : การจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายที่คุณผู้อ่านต้องการบรรลุ

ชีวิตคนเรามีสิ่งที่ต้องการทำมากมายเต็มไปหมด ซึ่งปกติเรามักจะมีเวลาและทรัพยากรจำกัด ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญ จึงเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะคุณผู้อ่านจะได้พิจารณา ว่าเป้าหมายการเงินใดมีความสำคัญและควรลงมือปฏิบัติก่อน ส่วนเป้าหมายใดที่ยัง “ไม่เร่งด่วน” ก็สามารถเลื่อนออกไปก่อนได้

หรือบางเป้าหมายนั้น เมื่อทบทวนดูแล้วอาจพบว่า “ไม่จำเป็น” ที่จะต้องมีเป้าหมายนั้นตั้งแต่แรกเสียด้วยซ้ำ

ทั้งนี้คุณผู้อ่านสามารถจำแนกและจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายทั้งหมดที่มี โดยการจัดหมวดหมู่เป้าหมายเหล่านั้นว่าแต่ละเป้าหมายอยู่ในหมวดหมู่ใดดังต่อไปนี้

  1. MUST DO คือเป้าหมายที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ถ้าไม่ทำอาจมีผลกระทบทางด้านลบอย่างใหญ่หลวงกับชีวิต เช่น เป้าหมายเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน หากเราเกิดขาดรายได้อย่างกะทันหัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินจะทำให้ชีวิตเราไปต่อได้ลำบาก
  2. SHOULD DO คือเป้าหมายที่ควรทำ ทำแล้วจะให้ผลดีกับชีวิตเราในอนาคต แต่ยังมีความเร่งด่วนน้อยกว่าเป้าหมายประเภท MUST DO
  3. NICE TO DO คือเป้าหมายที่ ทำได้ก็ดี ไม่ทำก็ได้ เช่น ท่องเที่ยวต่างประเทศทุกปี แต่ถ้าปีไหนกระแสเงินสดไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เป้าหมายประเภทนี้จะยังไม่ทำหรือเว้นไปก่อนก็ได้ค่ะ
  4. ELIMINATE คือ เป้าประเภทที่ ไม่ทำน่าจะดีกว่า เช่น การสร้างบ้านใหม่ทดแทนบ้านเก่า ทั้งๆ ที่ปัจจุบันบ้านหลังนี้ก็ยังอยู่ได้สบาย ทำเลที่ตั้งก็ดีอยู่แล้ว สมาชิกครอบครัวก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น หากตัดสินใจสร้างบ้านใหม่ไปอาจจะกลายเป็นภาระที่ไม่จำเป็นขึ้นมาแทน ดังนั้นเราจึงสามารถกำจัดเป้าหมายสร้างบ้านใหม่ออกไป หรืออาจเปลี่ยนเป้าจากการสร้างใหม่ เป็นการปรับปรุงให้ดีขึ้นแทน ซึ่งอาจลดค่าใช้จ่ายลงได้หลายเท่า

ในหลาย ๆ กรณีเป้าหมายประเภท MUST DO กับเป้าหมายประเภท SHOULD DO ก็ใกล้เคียงกันมาก จนคุณผู้อ่านอาจตัดสินใจไม่ถูก

เช่น เราอาจสับสนระหว่าง เป้าหมายเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน และ เป้าหมายเก็บเงินเพื่อการเกษียณอายุ ว่าเป้าหมายไหนสำคัญกว่ากัน

ซึ่งวิกฤตการณ์ COVID-19 ที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ อาจช่วยให้คุณผู้อ่านจัดลำดับความสำคัญได้ดีขึ้น

เนื่องจากวิกฤตนี้ทำให้หลายๆ ท่าน ได้ตระหนักอย่างชัดเจนเลยว่า เป้าหมายเงินสำรองฉุกเฉินจะสำคัญและเร่งด่วนกว่าเป้าหมายเก็บเงินเพื่อการเกษียณอายุ 

เพราะคุณผู้อ่านมีโอกาสจะต้องใช้เงินสำรองฉุกเฉินในเร็ววันนี้ ส่วนแผนเกษียณอายุ คุณผู้อ่านยังพอมีเวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเกษียณ

อีกทั้งหากจำเป็นเรายังสามารถเลื่อนการเกษียณอายุออกไปได้ หรือลดขนาดเป้าหมาย หรือแม้กระทั่งมีรายได้เสริมช่วงเกษียณอายุก็เป็นอีกทางออกหนึ่งค่ะ

ดังนั้นในสถานการณ์ปกติ หากคุณผู้อ่านไม่แน่ใจว่าเป้าหมายไหนควรเป็นเป้าหมายประเภท MUST DO หรือ SHOULD DO

คุณผู้อ่านสามารถใช้วิธีจินตนาการ ว่าถ้าเกิดวิกฤตการณ์บางอย่างขึ้น อะไรที่สำคัญและเร่งด่วนกับเราที่สุด วิธีนี้จะช่วยคุณผู้อ่านจำแนกเป้าหมาย MUST DO และ SHOULD DO ได้ดียิ่งขึ้นค่ะ


Energize : การที่เราจะ PRODUCTIVE ได้เราต้องมีพลัง

สำหรับหัวข้อ Energize คุณรวิศจะกล่าวถึงการจัดการพลังงาน ว่าในช่วงเวลาไหนของวันที่คุณผู้อ่านจะทรงพลังมากที่สุด ซึ่งช่วงเวลานั้นเราจะเรียกว่า เวลา Prime Time

โดยแต่ละคนก็จะมีช่วงเวลา Prime Time แตกต่างกันไป เช่น บางคนอาจเป็นช่วงเช้าตรู่ บางคนอาจเป็นช่วงระหว่างวัน บางคนอาจเป็นช่วงกลางดึก ซึ่งแต่ละคนควรใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างมีคุณค่าด้วยการทำงานที่สำคัญ

การวางแผนการเงินก็เช่นกันค่ะ เราก็ต้องทราบว่าเงินของเราจะมีพลังสูงสุดในช่วงเวลาใด ยกตัวอย่างเช่น

สำหรับหลายๆ ท่าน เงินจะมีพลังสูงสุดก็ตอนที่เราเพิ่งได้มันมา ดังนั้น จึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า “ออมก่อนใช้

ทุกครั้งที่ได้รับเงิน เราจะนำเงินที่ได้รับไปออมสำหรับแต่ละเป้าหมายการเงินที่เรามีเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปใช้จ่ายอย่างเต็มที่

หากเรานำเงินไปใช้เสียก่อน แล้วค่อยนำส่วนที่เหลือมาออม คุณผู้อ่านจะพบว่าเงินของเรานั้นได้หมดพลังไปเสียแล้ว ดังนั้นการ “ออมก่อนใช้” จึงถือเป็นเทคนิคที่ดีในการจัดสรรเงินของเราให้ทรงพลังที่สุดนะคะ


Rest : สุดท้ายการพักผ่อนก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

เพราะการพักผ่อนนั้นจะทำให้เราสามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้อย่างยั่งยืน หรือเราจะเรียกอีกอย่างว่า “การพักเพื่อไปต่อ” ก็ได้ค่ะ

คุณรวิศกล่าวว่า Reflection หรือการมีช่วงเวลาในแต่ละวัน ที่เราจะได้นั่งหลับตาทบทวนว่าวันที่ผ่านมาเราทำอะไรบ้าง เป็นการพักผ่อนที่เราควรทำอย่างสม่ำเสมอค่ะ การพักผ่อนทางด้านการเงินก็เช่นกัน

สำหรับมิ้งค์การมีช่วงเวลาได้ทบทวนแผนการเงินของเรา คือ การพักผ่อนทางด้านการเงินที่ดีอีกอย่างหนึ่งค่ะ

โดยในแต่ละปีเราอาจกำหนดช่วงเวลาในการทบทวนเป้าหมายและความคืบหน้าของแผนการเงินของเราไว้ 1-2 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งสิ่งที่เราควรทำก็คือ

  1. ทบทวน สถานการณ์ชีวิตในปัจจุบันว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือไม่ หรือว่ามีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป เป้าหมายทางการเงินต่างๆ ที่เรามี ยังเหมาะสมกับสถานการณ์ชีวิตของเราหรือเปล่า มีเป้าหมายใดที่ควรต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่
  2. ติดตาม ความคืบหน้าของแต่ละเป้าหมายว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาแผนการเงินของเราได้เดินทางมาถึงจุดไหนแล้ว อยู่ใกล้หรือไกลจากเป้าหมายอีกเท่าไร เราได้ทำอะไรไปบ้าง ช่วงเวลาที่ผ่านมาเราสามารถทำได้ตามแผนหรือไม่
  3. ปรับปรุง แผนหรือเป้าหมายการเงินให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าให้มิ้งค์เปรียบเทียบก็คงเหมือนกับการแข่งรถ Formula 1 เมื่อรถวิ่งไปได้สักระยะ นักแข่งก็จะต้องนำรถเข้า Pit Stop เพื่อหยุดพักเป็นเวลาสั้นๆ และทำการเปลี่ยนยาง เติมน้ำมัน เพื่อให้รถวิ่งต่อได้อย่างดีที่สุด

โดยส่วนตัวมิ้งค์คิดว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง และหลายๆ คนก็ได้รับกำลังใจจากการทบทวนแผนการเงินของตนเอง

ระหว่างทบทวนแผนการเงินให้กับลูกค้า มิ้งค์พบว่าลูกค้าหลายๆ ท่าน ได้มีโอกาสพบกับ Positive Surprise

ว่าเราเก็บเงินได้ขนาดนี้เลยเหรอ แผนการเงินของเราเดินมาไกลจากจุดเริ่มต้นขนาดนี้แล้วเหรอ ลูกค้าหลายๆ ท่านรู้สึกภูมิใจในตัวเองอย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นพัฒนาการและความก้าวหน้าของแผนการเงิน

สิ่งนี้คือขวัญและกำลังใจซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ที่ทำให้เรามีความการมุ่งมั่นที่จะทำตามแผนซึ่งได้วางไว้ต่อไปอย่างยั่งยืน

มิ้งค์มองว่าพลังใจเหล่านั้นมันเป็นการพักเพื่อให้เราได้ไปต่ออย่างแท้จริงค่ะ


บทสรุป

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่คุณผู้อ่านจะตั้งเป้าหมายการเงิน คุณผู้อ่านอย่าลืมลองนำ SUPER ไปปรับใช้นะคะ

โดยการเริ่มต้นจาก

  1. การตอบคำถามให้ได้ว่าเรามีเป้าหมายนี้ไปทำไม
  2. อะไรที่เป็นอุปสรรคหรือพันธการทำให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้
  3. จัดลำดับความสำคัญว่าเราควรทำเป้าหมายใดก่อน
  4. จัดสรรพลังเงินของเราในช่วงเวลาที่เหมาะสม
  5. และสุดท้ายอย่าลืมแบ่งเวลาพักเพื่อไปต่อ ด้วยการทบทวนเป้าหมายการเงินของเราเป็นระยะด้วยนะคะ

แล้วมาติดตามกันต่อนะคะ ว่าในตอนหน้ามิ้งค์จะมีเครื่องมือและเทคนิคในการสร้างความ PRODUCTIVE ให้กับเป้าหมายการเงินของคุณผู้อ่านได้เพิ่มเติมอย่างไร

สำหรับตอนนี้ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านมีพลังอย่างเต็มเปี่ยม ในการบรรลุเป้าหมายการเงินของตัวท่านเองและมีกำลังใจอย่างยิ่งยวดที่จะผ่านวิกฤตการณ์ COVID-19 ไปด้วยกัน

แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีค่ะ


แหล่งข้อมูล :

  1. SUPER PRODUCTIVE SHOW ในเดือนกันยาน 2562 โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ
  2. บันทึก VDO คุณอยากได้อะไรในชีวิต https://youtu.be/viUOFkFhQRU โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ

 



รชยา ผดุงตันตระกูล
รชยา ผดุงตันตระกูล
ผู้ปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต ปัจจุบันบริหารบริษัทผลิตการ์ดทำมือเล็กๆ ภายใต้แบรนด์ D.I.Y. by Keng ที่เป็นอุปกรณ์ส่งมอบความรู้สึกดีๆ จากมนุษย์สู่มนุษย์ อีกทั้งเป็นนักวางแผนการเงินในสังกัด Avenger Planner เพราะเห็นคุณค่าในสิ่งนี้ที่จะนำพาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ สุดท้ายเป็นผู้รักงานเขียน จึงเป็นที่มาของการทำ Page ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต ที่ตั้งใจจะแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ ที่ประสบพบเจอรวมถึงทัศนคติ ความเชื่อและมุมมองต่างๆ ให้บุคคลทั่วไป [คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม]

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *