
กลยุทธ์เก็บเงินล้านแรกแบบเร่งรัด – ตั้งแต่วันที่เพิ่งเรียนจบ
09/07/2026
ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ : 13 กรกฎาคม 2569
ในทุกปีที่ยื่นภาษี มีค่าลดหย่อนหลายรายการที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี เช่น ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือดอกเบี้ยบ้าน
แต่มีสิทธิ์ลดหย่อนอีกหนึ่งอย่างที่มูลค่าสูงถึง 60,000 บาท ซึ่งคนที่กำลังจะมีลูกหรือมีลูกไปแล้วหลายคน อาจไม่รู้ว่ามีสิทธิ์นี้อยู่ และพลาดโอกาสใช้สิทธิ์นี้ไปอย่างน่าเสียดาย นั่นคือ ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร
บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกค่าลดหย่อนนี้กันครับ
สิทธิ์นี้คืออะไร
สิทธิ์ที่กำลังพูดถึงคือ ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร ซึ่งกรมสรรพากรอนุญาตให้นำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 60,000 บาท ต่อการตั้งครรภ์ 1 ครั้ง (ไม่ใช่ต่อปีภาษี)
ค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมได้แก่
- ค่าตรวจและรับฝากครรภ์
- ค่าบำบัดทางการแพทย์
- ค่ายาและเวชภัณฑ์
- ค่าทำคลอด
- และค่ากินอยู่ในสถานพยาบาล
โดยใช้ได้กับสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงคลินิกแบบไม่มีเตียงที่จดทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลด้วย
มุมที่คนมักไม่รู้ - แท้งบุตรก็ใช้สิทธิ์ได้ และนับเป็น "คราว" หนึ่งเหมือนกัน
กรณีตั้งครรภ์แล้วแท้งบุตร ค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น รวมถึงค่าขูดมดลูก สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้เต็มจำนวนเช่นเดียวกับการตั้งครรภ์ตามปกติ
และหากในปีภาษีเดียวกันที่มีการแท้งบุตร มีการตั้งครรภ์ใหม่อีกครั้ง กรณีนี้จะถือเป็นการตั้งครรภ์ "2 คราว" ในปีภาษีเดียวกัน ซึ่งสามารถใช้สิทธิ์ได้คราวละไม่เกิน 60,000 บาท รวมเป็น 120,000 บาท ได้ในปีนั้น
นี่เป็นจุดที่หลายคนอาจไม่รู้ และเสียสิทธิ์ที่ควรได้ไปในช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่แล้วโดยไม่ทันสังเกต
ข้อควรเข้าใจให้ถูก - "ลดหย่อนได้ 60,000" ไม่ได้แปลว่า "ประหยัดภาษีได้ 60,000"
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดเกี่ยวกับค่าลดหย่อนทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะรายการนี้ คือการคิดว่ายอดลดหย่อนเท่ากับเงินที่ประหยัดได้โดยตรง แต่ในความเป็นจริง เงินลดหย่อนจะถูกนำไปหักออกจาก ฐานเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่ใช่หักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายตรงๆ
ตัวเลขที่ประหยัดได้จริง จึงขึ้นอยู่กับ อัตราภาษีขั้นสุดท้าย ของแต่ละคน ชวนดูตารางนี้ครับ
| อัตราภาษีขั้นสุดท้าย (ฐานสูงสุดที่เสีย) | ประหยัดภาษีได้จริง |
|---|---|
| 5% | 3,000 บาท |
| 10% | 6,000 บาท |
| 20% | 12,000 บาท |
| 30% | 18,000 บาท |
* คำนวณจาก 60,000 บาท × อัตราภาษีขั้นสุดท้าย อัตราภาษีที่แท้จริงของแต่ละคนขึ้นอยู่กับเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทั้งหมดในปีนั้น ซึ่งอาจคร่อมตารางอัตราภาษีหลายอัตราก็ได้ ตัวอย่างข้างต้น แสดงเพื่อความเข้าใจง่ายเท่านั้น
เช่น ท่านใดที่เสียภาษีในอัตราภาษีขั้นสุดท้ายที่ 20% หากใช้สิทธิ์ลดหย่อนเต็มที่ 60,000 บาท ก็จะลดภาษีได้ 60,000 x 20% หรือ 12,000 บาท เป็นต้น
จะเห็นว่าคนที่เสียภาษีในอัตราสูงกว่า จะได้ประโยชน์จากสิทธิ์นี้มากกว่าในเชิงตัวเงิน แต่ไม่ว่าจะอยู่ในฐานภาษีไหน การใช้สิทธิ์นี้ก็ยังมีประโยชน์ และไม่ควรมองข้ามอยู่ดี เพียงแต่ควรเข้าใจตัวเลขที่แท้จริง ไม่ใช่คาดหวังว่าจะประหยัดได้เต็ม 60,000 บาทตรงๆ ครับ
การคำนวณกรณีมีสวัสดิการที่ทำงาน
อีกจุดที่มักพลาดคือ การใช้สิทธิ์นี้ต้องนำไปรวมกับสิทธิ์สวัสดิการที่ได้รับจากนายจ้างหรือภาครัฐก่อน (เช่น สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม หรือสวัสดิการจากนายจ้างเอกชน) โดยรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาทต่อการตั้งครรภ์เช่นกัน
| กรณี | จ่ายเองรวม | สวัสดิการที่ได้รับ | ค่าลดหย่อนที่นำไปใช้ได้ |
|---|---|---|---|
| ไม่มีสวัสดิการอื่น | 45,000 บาท | 0 บาท | 45,000 บาท |
| มีสวัสดิการที่ทำงานช่วย | 100,000 บาท | 20,000 บาท | 40,000 บาท |
* เคสที่สอง แม้จ่ายเองมากถึง 100,000 บาท แต่เมื่อรวมกับสวัสดิการ 20,000 บาทที่ได้รับจากที่ทำงานแล้ว จะต้องไม่เกิน 60,000 บาท จึงลดหย่อนได้เพิ่มอีกแค่ 40,000 บาท
เอกสารและเงื่อนไขที่ต้องรู้ก่อนยื่น
เอกสารหลักที่ต้องมีคือ ใบรับรองแพทย์ ที่ระบุว่ามีภาวะตั้งครรภ์ และ ใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าได้จ่ายค่าฝากครรภ์-คลอดบุตรให้สถานพยาบาลจริง
กรณีจ่ายคาบเกี่ยว 2 ปีภาษี (เช่น ฝากครรภ์ปีนี้ คลอดปีหน้า) สามารถแยกใช้สิทธิ์ได้ในแต่ละปีตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาทสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งนั้น
เช่น ฝากครรภ์ปี 2567 ค่าใช้จ่าย 15,000 บาท จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนตอนยื่นภาษีปี 2567 ได้ทั้งสิ้น 15,000 บาท ต่อมาในปี 2568 คลอดบุตรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 70,000 บาท จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนตอนยื่นภาษีปี 2568 ได้อีกทั้งสิ้น 45,000 บาท (เนื่องจากใช้สิทธิ์ในปีแรกไปแล้ว 15,000 บาท)
โดยสิทธิ์นี้นั้น คุณแม่ (ภรรยา) จะเป็นผู้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนเป็นหลัก เว้นแต่ กรณีภรรยาไม่มีเงินได้ หรือ สามีและภรรยายื่นเสียภาษีร่วมกันในชื่อของสามีเท่านั้น จึงจะยื่นลดหย่อนในแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีได้ โดยทั้งคู่ต้องจดทะเบียนสมรสกันด้วยครับ กรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น จะยื่นลดหย่อนในชื่อสามีได้ เมื่อมีการจดทะเบียนรับรองบุตรภายในปีภาษีที่บุตรคลอดครับ
สิทธิ์ลดหย่อนค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรนี้ไม่ได้ Activate อัตโนมัติ ต้องเก็บใบรับรองแพทย์และใบเสร็จรับเงินไว้ให้ครบ แล้วยื่นขอใช้สิทธิ์เองตอนยื่นภาษีประจำปี
ดังนั้น ใครที่กำลังวางแผนมีลูกหรือกำลังตั้งครรภ์อยู่ การรู้รายละเอียดเหล่านี้ล่วงหน้า อาจช่วยให้ไม่พลาดสิทธิ์ที่ควรได้ไปอย่างไม่จำเป็นครับ
และถ้าสนใจวางแผนภาษีให้ครอบคลุม ไปพร้อมๆ กับการวางแผนการเงินเพื่อเป้าหมายที่สำคัญในชีวิตด้านอื่นๆ เช่น เรื่องการศึกษาบุตร แผนเกษียณอายุ และแผนการลงทุน ก็สามารถศึกษารายละเอียดบริการของ Avenger Planner และสมัครใช้บริการได้นะครับ เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้บริการกับทุกท่านครับ
เปลี่ยนความรู้การเงิน เป็นความสำเร็จที่จับต้องได้
ให้พวกเราเป็นนักวางแผนการเงินประจำตัว
ช่วยวิเคราะห์และแนะนำคุณอย่างรอบด้าน เพื่อทุกการตัดสินใจที่ถูกต้อง




