
“สินทรัพย์ปลอดภัย” คือรากฐานของพอร์ตหลังเกษียณ – และทำไมรายได้ประจำหลังเกษียณถึงมีค่ามากกว่าที่คิด
02/07/2026
ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ : 6 กรกฎาคม 2569
ลองนึกภาพชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่ตั้งใจวางแผนชีวิต โดยพยายามเติมเต็มให้ทุกคนรอบตัวได้สิ่งที่ดีที่สุด — ให้ลูกดีที่สุด ให้คู่ชีวิตดีที่สุด ให้พ่อแม่ดีที่สุด
คำถามคือ ถ้าอยากให้ทุกคนได้ที่สุดพร้อมกัน เราต้องมีทรัพยากรมากแค่ไหน แล้วชีวิตของคนคนนั้นจะต้องตึงขนาดไหน
กับดักของคำว่า "ดีที่สุด"
ความรักลูกเป็นสิ่งที่ผลักดันให้พ่อแม่หลายคนไล่ตามคำว่า "ดีที่สุด" ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน กิจกรรมเสริม หรือของใช้ต่างๆ
แต่ถ้าอยากได้สิ่งดีที่สุดเพื่อทุกคนในบ้าน เราอาจต้องเป็นคนร่ำรวยมากๆ ด้วยคนหนึ่ง
ซึ่งหลายคนที่แม้จะผลักดันตัวเองจนไปถึงจุดนั้นได้ แต่ก็อาจนำมาซึ่งความตึงเครียดอย่างมากด้วยเช่นกัน
เมื่อทุ่มให้ลูกหมด แล้ววันที่ต้องใช้เงินเพื่อตัวเอง เงินอยู่ไหน
ภาพที่คุ้นเคยกันดีคือ พ่อแม่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อค่าเรียนลูก ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ดีมาจากความรัก
แต่คำถามที่ควรถามควบคู่กันไปคือ วันที่อายุ 50-60 ปี ใกล้เกษียณ หรือวันที่ร่างกายเริ่มต้องพึ่งพาค่ารักษาพยาบาล เงินส่วนนั้นถูกเตรียมไว้ให้ตนเองบ้างหรือยัง
ปัญหาหลักคือเงินที่ "ควรจะมี" สำหรับตัวเอง มักไม่ได้ถูกมองว่าเป็น "เป้าหมาย" ที่ต้องเก็บแยกออกมาตั้งแต่แรกเหมือนเป้าหมายการศึกษาของลูก แต่กลับถูกมองข้ามไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่า "เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ" จนกว่าที่จะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว
ต่างจากค่าเรียนลูกที่มักมีกำหนดเวลาชัดเจนในแต่ละปี เป้าหมายเพื่อตัวเองมักไม่มีแรงผลักดันให้ต้องทำทันที จึงถูกเลื่อนออกไปได้ง่ายกว่า
แล้วจุดที่ "พอดี" อยู่ตรงไหน
นี่ไม่ใช่เรื่องของการไม่รักลูก แต่คือการพยายาม "ให้อย่างมีสมดุล" เพราะถ้าให้มากไปจนตัวเองมีปัญหา สุดท้ายก็จะวนไปเป็นความเดือดร้อนของลูก ที่จะต้องมาคอยดูแล หรือเครียดไปกับเราด้วยในท้ายที่สุดอยู่ดี
และนอกจากลูก เราก็ยังมีคนสำคัญคนอื่นๆ และเรื่องสำคัญเรื่องอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน การจะใช้ชีวิตผ่านทั้งวันนี้ และวันหน้าได้อย่างยั่งยืน เป้าหมายทางการเงินของครอบครัวจึงไม่ควรมีแค่ "ลูก" กับ "เกษียณ" เท่านั้น
แต่ควรมีของพ่อแม่ตัวเอง ของคู่สมรส และความสุขส่วนตัวด้านอื่นๆ รวมอยู่ในแผนเดียวกันด้วย คือนำมาวางแผนพร้อมๆ กัน แล้วพยายามจัดสรรให้ไม่สุดโต่งไปในด้านในด้านหนึ่ง หรือที่เรียกว่าการวางแผนแบบ "องค์รวม" นั่นเองครับ
เพราะการยอม "หย่อน" บางเรื่องลงบ้าง มันไม่ใช่ความล้มเหลวหรือความรักที่น้อยลง แต่คือการทำให้ทุกคนในบ้านสามารถไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวนั่นเองครับ
การแสดงออกถึงความรักต่อลูก อาจไม่ใช่การทุ่มทุกอย่างให้ลูกทั้งหมด แต่คือการดูแลทุกคนในบ้านให้พอดี เพื่อให้ทุกคนไปด้วยกันได้ในระยะยาว
และความรักที่มีค่าสำหรับลูก ก็ไม่ได้ผูกอยู่กับตัวเลขเสมอไป เวลาคุณภาพที่ได้ใช้ด้วยกัน การรับฟัง การเป็นกำลังใจ หรือการที่ลูกรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รักและภาคภูมิใจ ก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถให้กับลูกได้ ควบคู่ไปกับการวางแผนการเงินที่ไม่สุดโต่งจนเสี่ยงเกินไปครับ
ในด้านการดูแลความสัมพันธ์นั้น พวกเรานักวางแผนการเงินคงช่วยทุกท่านได้ไม่มาก แต่ถ้าเป็นเรื่องการจัดสมดุลการเงิน ผ่านการวิเคราะห์และวางแผนอย่างรอบคอบนั้น สามารถให้พวกเรา ได้ทำหน้าที่เป็น "นักวางแผนการเงินประจำครอบครัว" ของทุกท่านได้นะครับ
อย่างน้อยที่สุดก็จะได้มีอีกคนหนึ่ง ไว้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องเงินได้ โดยไม่ต้องคิดอยู่คนเดียวครับ
เปลี่ยนความรู้การเงิน เป็นความสำเร็จที่จับต้องได้
ให้พวกเราเป็นนักวางแผนการเงินประจำตัว
ช่วยวิเคราะห์และแนะนำคุณอย่างรอบด้าน เพื่อทุกการตัดสินใจที่ถูกต้อง




