
เริ่มต้นใหม่เป็นครั้งสุดท้าย
21/08/2026
ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ : 24 สิงหาคม 2569
รายได้เดือนหลักแสน ฟังดูแล้วน่าจะมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ แต่ทำไมหลายคนที่รายได้สูงขนาดนี้ กลับพบว่าตัวเองแทบไม่มีเงินเก็บเลย
บทความนี้ ขอชวนมารู้จัก 6 หลุมพราง ที่มักซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ เพื่อจะได้หาทางป้องกันครับ
ข้อแรกอาจฟังดูตรงไปตรงมา แต่เป็นความจริงที่หลายคนไม่ยอมรับ — ที่เก็บเงินไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากเก็บ แต่เพราะ ไม่เคยเก็บอย่างจริงจังเสียเอง
สาเหตุลึกๆ มักไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นเพราะ ไม่เห็นโทษที่ชัดเจนถ้าไม่เก็บ และไม่เห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ถ้าเก็บ เมื่อไม่มีทั้งแรงผลักและแรงดึง การเก็บเงินจึงกลายเป็นเรื่องที่ผัดวันได้เสมอ สุดท้ายจึงตกอยู่ในรูปแบบ "เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ" ซึ่งพอรายได้สูง รายจ่ายก็มักสูงตามไปด้วยจนไม่ค่อยเหลืออะไรจริงๆ
ที่น่าคิดกว่านั้นคือ ต่อให้ไม่เก็บเงินเลย ชีวิตในวันนี้ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ตามปกติ แถมยังดูดีด้วยซ้ำ มีของใช้ครบ มีไลฟ์สไตล์ที่สนุก ไม่มีอะไรเดือดร้อนให้เห็นในระยะสั้น
ยิ่งรายได้สูง วงเงินสินเชื่อและบัตรเครดิตที่ธนาคารอนุมัติให้ก็ยิ่งสูงขึ้นตาม "มีเครดิตพร้อมให้ใช้อยู่เสมอ" นั่นหมายความว่าความสามารถในการก่อหนี้ก็ขยับขึ้นไปพร้อมกันด้วย
"รายได้ที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความสามารถก่อหนี้ที่ใหญ่ยิ่ง"
หลายคนใช้วงเงินที่มีอยู่หมุนเพื่อรักษาไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองอยากมี ยิ่งในยุคนี้ที่แทบทุกอย่างผ่อนได้หมด ตั้งแต่มื้ออาหารหรู บัตรคอนเสิร์ท ไปจนถึงคอร์สทำหน้าหรือดูแลสุขภาพ กับดักก็ยิ่งแนบเนียนขึ้นไปอีก เพราะเวลาตัดสินใจ เรามักดูค่างวดทีละรายการ รายการละไม่กี่พันบาท ผ่อนไหวสบายๆ
แต่พอถึงสิ้นเดือน เมื่อรวมค่างวดของทุกรายการที่เคย "ผ่อนไหวสบายๆ" มาจ่ายออกทีเดียว ตัวเลขที่ออกมากลับใหญ่เกินคาดแบบไม่ทันตั้งตัว
เราจึงพบว่า ผู้มีรายได้สูงจำนวนมาก มีหนี้บัตรเครดิตที่ Active กันหลักหลายแสนจนถึงหลักล้านได้ อย่างงงๆ แถมธนาคารก็ยังใจดี ขยายวงเงินเพิ่มให้เรื่อยๆ
ยิ่งรายได้สูง ภาษีที่ต้องเสียก็ยิ่งสูงตามอัตราก้าวหน้า เป็นธรรมชาติของระบบภาษีที่ทุกคนต้องเจอ แต่สำหรับคนรายได้สูง ยังมีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น "ภาษีสังคม" เพิ่มเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นซองงานแต่ง งานบวช งานศพ ฯลฯ ที่มักมีมูลค่าสูงขึ้นตามหน้าตาและฐานะทางสังคมที่คนรอบข้างคาดหวัง ยิ่งอยู่ในวงสังคมที่กว้างและมีฐานะดี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็ยิ่งสะสมมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
อีกจุดหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งทำให้เงินที่รับจริงในแต่ละเดือนน้อยกว่ารายได้ก่อนหักภาษีอยู่แล้วตั้งแต่ต้นทาง และถ้าไม่รู้วิธีจัดการหรือวางแผนล่วงหน้า เช่น การกรอกแบบ ล.ย. 01
ผลก็คือแม้ตัวเลขรายได้ก่อนหักภาษีจะดูสูง แต่กระแสเงินสดที่ใช้ได้จริงในแต่ละเดือนกลับตึงมาก เพราะโดนหักภาษีไปเดือนละหลายหมื่น แล้วต้องรอไปขอคืนตอนยื่นภาษีประจำปีอีกที ซึ่งกว่าจะได้เงินคืนมาก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว
ชอร์ทไปแล้ว ก่อหนี้ไปแล้วนั่นเอง!
ช่วงที่รายได้กำลังอยู่ในจุดสูง มักตรงกับช่วงชีวิตที่มีภาระใหญ่เข้ามาพร้อมกันพอดี ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่เริ่มเจ็บป่วยต้องดูแล หรือลูกที่กำลังอยู่ในวัยเรียน ซึ่งทุกคนก็อยากให้ลูกได้เรียนดีๆ
ภาระเหล่านี้จึงมักไม่ใช่เรื่องที่เลือกได้ และมีมูลค่าสูงกว่าที่คาดไว้เสมอ (หลายกรณีไม่เคยคาดด้วยซ้ำว่าต้องจ่าย) ทำให้รายได้ที่ดูเหมือนจะเหลือเก็บมาก กลับถูกดึงไปใช้กับภาระเหล่านี้จนหมด
ที่สำคัญในบรรดาพี่น้องหรือสมาชิกครอบครัว คนที่มีรายได้ดีที่สุด หรือที่มักถูกเรียกว่า "พี่ใหญ่" ก็มักต้องรับภาระหนักที่สุดไปโดยปริยาย
และบางรายจ่ายในกลุ่มนี้ก็มีลักษณะพิเศษคือ จ่ายแล้วแทบไม่มีวันลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น ค่าการศึกษาลูก หากเลือกให้เรียนโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่ต้น ก็มักต้องให้เรียนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพราะการย้ายกลับไปเรียนในโรงเรียนที่ค่าใช้จ่ายน้อยลง อาจกระทบกับลูกมากกว่าที่คิด
ข้อนี้อาจเป็นสาเหตุที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ Lifestyle Inflation แต่มีสองแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งต่างกันในรายละเอียด
แรงแรก คือการยกระดับตามฐานะของตัวเอง — เมื่อรายได้สูงขึ้น มาตรฐานชีวิตที่เคยพอใจก็ดูไม่พอใจอีกต่อไป ของเดิมที่เคยรู้สึกดี กลับรู้สึกธรรมดาไปเสียอย่างนั้น
แรงที่สอง คือการเปรียบเทียบกับคนรอบตัว — ยิ่งรายได้สูง วงสังคมก็มักขยับตาม เพื่อนร่วมงาน เพื่อนสมัยเรียน หรือคนที่เห็นในโซเชียลมีเดีย กลายเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบใหม่ ทำให้รู้สึกว่าตัวเอง "ยังไม่พอ" ทั้งที่รายได้สูงกว่าคนทั่วไปมากแล้ว
ไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยแรงไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกันคือรายจ่ายที่ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่รู้ตัว ลองดูตัวอย่างนี้ครับ
แต่ละก้าว ดูสมเหตุสมผลในตัวมันเอง เพราะรายได้ก็สูงขึ้นจริง แต่เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน รายจ่ายมักโตเร็วพอๆ กับรายได้ หรือบางทีก็เร็วกว่า จนไม่เหลือส่วนต่างให้เก็บออมเลยเหมือนกัน
หลุมพรางสุดท้ายนี้ อาจเป็นสาเหตุที่จริงใจที่สุด — กว่าจะมีรายได้ระดับนี้ ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยล้า ความกดดัน และเวลาชีวิตไปไม่น้อย
เมื่อเหนื่อยขนาดนี้ ความคิดที่ผุดขึ้นมาบ่อยๆ จึงเป็น "ทำงานหนักขนาดนี้ ใช้หน่อยก็ไม่เป็นไร"
ซึ่งก็ไม่ผิดครับ การให้รางวัลตัวเองเป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ปัญหาคือ เมื่อไม่มีระบบหรือแผนมารองรับ การ "ให้รางวัลตัวเอง" ก็มักไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน จนกลายเป็นการใช้จ่ายที่ไม่มีขอบเขตในที่สุด
จะเห็นว่าหลุมพรางทั้ง 6 ข้อนี้ ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ หรือความไม่อยากได้ดีของใครเลย แต่เกิดจากระบบและสภาพแวดล้อม ที่ทำให้การเก็บเงินยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรายได้สูงขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลคือ หลุมพรางเหล่านี้อาจยังไม่แสดงผลให้เห็นชัดในวันนี้ ชีวิตยังคงเดินหน้าไปได้ตามปกติ แต่ยิ่งวันเกษียณ หรือวันที่รายได้หลักต้องสิ้นสุดลงใกล้เข้ามา ผลร้ายของหลุมพรางเหล่านี้ก็จะยิ่งเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่แก้ไขไม่ทันการณ์
และความเหนื่อยล้าจากการหาเงินที่พูดถึงในข้อสุดท้าย ก็เป็นเหตุผลที่ดีเช่นกันว่า ทำไมการมีผู้ช่วยมาร่วมออกแบบระบบการเงินให้ จึงเป็นทางเลือกที่น่าพิจารณา เพราะทุกคนไม่สามารถเชี่ยวชาญทุกเรื่องได้ และ บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับและคิดเองทั้งหมดคนเดียว
พวกเรานักวางแผนการเงินทีม Avenger Planner ยินดีที่จะช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ และช่วยวางแผนการเงิน เพื่อให้รายได้ที่คุณหามาอย่างเหนื่อยยาก ถูกจัดสรรจัดการ จนกลายเป็นความมั่นคง และความมั่งคั่งระยะยาวอยู่ติดตัวทุกท่านได้ในที่สุดครับ
สามารถศึกษารายละเอียดบริการของพวกเรา ได้จากลิ้งค์ในกล่องข้อความด้านล่างได้เลยนะครับ
เปลี่ยนความรู้การเงิน เป็นความสำเร็จที่จับต้องได้
ให้พวกเราเป็นนักวางแผนการเงินประจำตัว
ช่วยวิเคราะห์และแนะนำคุณอย่างรอบด้าน เพื่อทุกการตัดสินใจที่ถูกต้อง




