
สร้าง Financial Well-Being ในองค์กรให้ยั่งยืน ต้องมองยาว และก้าวข้าม “การจัดอบรมเป็นครั้งๆ” ให้ได้
31/05/2026
ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ : 1 มิถุนายน 2569
โจทย์ใหญ่สำหรับองค์กรที่สนใจส่งเสริมเรื่อง Financial Well-Being ให้กับพนักงานคือ
"ควรให้พนักงานเรียนรู้เรื่องอะไรดี ?"
ผมอยากให้ทุกท่านลองอ่านข้อถกเถียงด้านล่างนี้ดูนะครับ
ฝ่ายเสนอ : ต้องเรื่องหนี้สิ เพราะพนักงานเป็นหนี้กันเยอะ เรียนเรื่องนี้จะได้เอาไปแก้ปัญหาได้
ฝ่ายค้าน : แล้วคนที่ไม่ได้เป็นหนี้ล่ะ เค้าก็เบื่อแย่ อีกอย่างภาพลักษณ์ขององค์กรจะเสียมั๊ย เหมือนว่าเรามีปัญหาหนี้สินกันเยอะ
ฝ่ายเสนอ : ควรเป็นเรื่องการลงทุนสิ เค้าจะได้เอาไปต่อยอดกันได้ น้องๆ สนใจกันเยอะด้วย
ฝ่ายค้าน : เดี๋ยวก็จะมัวแต่เล่นหุ้น ไม่มีสมาธิทำงานกันพอดี เสียหายขึ้นมา HR จะโดนว่าเอาได้ด้วย
ฝ่ายเสนอ : เน้นให้พัฒนาตัวเอง มีรายได้หลายทาง จะได้มีหลักประกันเผื่อมี Disruption ในอนาคตดีมั๊ย
ฝ่ายค้าน : บริษัทเรามั่นคงอยู่ สอนเรื่องนี้ก็เหมือนส่งเสริมให้ไปทำงานนอกสิ
ฝ่ายเสนอ : เน้นเรื่องสวัสดิการที่บริษัทให้ไปเลย หลายคนยังไม่รู้จัก ใช้กันก็ไม่เป็น
ฝ่ายค้าน : แต่พวกนี้มันสวัสดิการติดโต๊ะนะ ควรสอนเรื่องที่เค้าต้องไปจัดการของตัวเองด้วยสิ
ฝ่ายเสนอ : เอางี้ดีมั๊ย ถามพนักงาน ให้โหวตกันว่าอยากเรียนเรื่องอะไร
ฝ่ายค้าน : บางทีเราก็ควรเลือกให้เค้ารึเปล่า เพราะสอนสิ่งที่ถูกใจ ก็อาจพลาดเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นก็ได้
ทุกๆ ข้อถกเถียงข้างต้น ล้วนแต่เป็นบทสนทนาที่ผมและทีมงาน AVP for Workplace ได้เคยรับฟัง ซึ่งก็ล้วนเป็นบทสนทนาที่ทุกๆ ท่านต่างมีเหตุผลของตนเอง และก็มีส่วนถูกทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับจะมองจากมุมไหน หรือให้น้ำหนักเรื่องใดเป็นพิเศษ
สำหรับ Avenger Planner ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหลายองค์กร เราพอจะมี Best Practice หรือแนวทาง ที่พอจะช่วยให้ทุกๆ ท่านสามารถนำไปประยุกต์ได้
โดยจะเริ่มจากคำถามแรกคือ :
องค์กรเคยมีการให้ความรู้เรื่องเงินในภาพกว้าง ซึ่งพนักงานพอจะมีเบสิคพื้นฐานในระดับหนึ่งแล้วหรือไม่ ?
พื้นฐานดังกล่าว ได้แก่
- การจัดการรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้มีเงินเหลือ
- การจัดการหนี้สินเบื้องต้น เช่น ไม่ควรผ่อนเกินเท่าไร ดอกเบี้ยคิดยังไง
- การปิดความเสี่ยงพื้นฐาน เช่น เงินสำรอง ประกันกลุ่ม ประกันซื้อเอง
- แผนเกษียณเบื้องต้น เช่น คำนวณทุนเกษียณ ประเมินเงิน PVD
- พื้นฐานการลงทุน เช่น ดอกเบี้ยทบต้น สินทรัพย์ลงทุน วิธีลงทุน
- ภาษีเบื้องต้น เช่น คำนวณภาษี ค่าลดหย่อนที่ใช้ได้
ถ้าคำตอบคือ "ยังไม่เคย" หรือ "ไม่แน่ใจ"
ส่วนใหญ่เราจะแนะนำให้เริ่มจากหัวข้อการเงินพื้นฐาน "แบบกว้างๆ" ก่อน เพราะถ้าเบสิคยังไม่ดี แล้วกระโดดไปต่อยอดในหัวข้อที่แคบเลย อาจจะมีปัญหาได้เหมือนกัน เช่น "เงินสำรองยังไม่มี แต่ไปลงทุนเสี่ยงแล้ว" เป็นต้น
สำหรับ Avenger Planner เราก็จะมี Signature Course ที่ทำหน้าที่นี้ได้ดี คือ "การเงินฉบับพกพา" สำหรับองค์กรที่มีเวลาให้เรามาก เพราะมันเป็นหลักสูตรที่เก็บครบทุกเรื่องจริงๆ และช่วยปรับพื้นฐานการเงินที่พนักงานแต่ละคนมีแตกต่างกัน ให้มาอยู่ในระดับเท่าๆ กันได้
หรือถ้าเวลาน้อย เราก็มี "การเงินฉบับเร่งรัด" ที่ใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงก็เก็บครบทุกประเด็น (เพียงแต่จะได้ลงมือทำน้อยหน่อย) หรือบางองค์กรอยากได้แบบเต็มที่ ก็ใช้วิธี Split เป็นหลาย EP ก็สามารถทำได้เช่นกันครับ
เวลาจัดหัวข้อพวกนี้ อาจต้องเตรียมใจไว้เลยนะครับ ว่าจะได้รับ Feedback จากผู้เข้าอบรมบางส่วนว่า "มันพื้นฐานไปหน่อย" หรือ "อยากได้ลึกๆ เรื่องนั้น" ไปเลย
นั่นเพราะพื้นฐานแต่ละคนต่างกัน เสียงเหล่านี้ก็สะท้อนท่านที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกัน จะมี "พลังเงียบ" อีกเยอะเลยครับที่ "ได้ประโยชน์" เต็มๆ จากคลาสกว้างๆ แบบนี้
เพราะมันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเรียนที่ไหน โรงเรียนก็ไม่ได้สอนให้ เค้ามาเรียนกันครั้งแรกๆ ก็เพราะองค์กรที่เห็นความสำคัญ จัดให้พวกเขานี่แหละครับ ดังนั้นมันจึงเป็นคอร์สที่มีคุณค่ามากๆ กับชีวิตคนคนหนึ่งที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินตั้งแต่เกิดจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
แต่ถ้าคำตอบคือ "เคยสอนมาแล้ว"
เราจะเริ่มถามคำถามต่อไป ซึ่งจะมี 3 คำถาม ได้แก่
- พนักงานในองค์กรมีปัญหาด้านการเงินอะไร ที่องค์กรอยากช่วยแก้ไขไหม ?
- พนักงานในองค์กรกำลังให้ความสนใจเรื่องการเงินอะไรเป็นพิเศษไหม ?
- องค์กรอยากส่งเสริมให้พนักงานกลุ่มไหน รู้เรื่องเงินด้านใดเป็นพิเศษไหม ?
ทุกคำถามล้วนพยายามจะค้นหาความต้องการ ที่จะใช้ในการ "Keep Momentum" ให้ความรู้และบทสนทนาเรื่องเงินในองค์กรยังคงดำรงอยู่
เพราะอุตส่าห์จุดประกายขึ้นมาได้แล้ว เราไม่อยากจะให้มันดับวูบไปง่ายๆ (ผมมีเขียนเหตุผลเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดใน บทความนี้ ครับ)
ในขั้นนี้เราจะแบ่งงานกันทำครับ คือ HR ในฐานะตัวแทนขององค์กร ก็จะไปทำการบ้านเพื่อ "ค้นหาความต้องการ" ที่ซ่อนอยู่ในองค์กร (หรือบางทีก็เห็นโจ่งแจ้งอยู่เลยก็มี) ส่วนพวกเราในฐานะ Solution Provider ก็จะเตรียมหลักสูตรที่ "ตรงใจ" เป็น Template ใหญ่ๆ รอไว้ให้
เพราะเราจะไม่ได้ใช้แค่เนื้อหาสำเร็จรูปที่ทำเสร็จแล้ว เอาไปใช้กับทุกองค์กร เพราะแต่ละแห่งก็มีเรื่องราว มีจุดที่ต้องการเน้น จุดที่ต้องการเลี่ยงต่างกัน
ดังนั้น จะไม่สามารถเอาเนื้อหาขององค์กรหนึ่ง ไปใช้กับอีกองค์กรหนึ่งได้ทันที แม้ชื่อคอร์สจะเหมือนกันก็ตาม ทุกครั้งจะต้องมีการ Customize เสมอ
ซึ่งตัวเลือกที่เราเตรียมไว้ให้นั้น จะแบ่งเป็นหลากหลายกลุ่ม เช่น
กลุ่มเนื้อหาตาม Lifestage หรือ ช่วงอายุของพนักงาน
เนื้อหากลุ่มนี้ใช้กับองค์กรที่ต้องการเน้นให้พนักงานในแต่ละช่วงอายุ ได้เรียนรู้เรื่องที่ควรจัดการในช่วงนั้นมากที่สุด เหมือนเป็นการ "ตีเหล็กตอนที่ร้อน" เพราะถ้าเรียนเร็วไป ก็ยังไม่สนใจ แต่ถ้าเรียนช้าไปก็อาจพลาดโอกาสหรือเกิดปัญหาแล้ว
ตัวอย่างหลักสูตรกลุ่มนี้ เช่น
- Start-to-Win ซึ่งเน้นไปที่กลุ่ม First Jobber เพื่อสอน Mindset และ Skillset ให้เริ่มต้นชีวิตในฐานะ "ผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง" ได้อย่างมีความพร้อมที่สุด โดยมีเรื่องการเงินเป็นส่วนประกอบ คู่ไปกับการบ่มเพาะ "Human Capital" ในตัวน้องๆ ซึ่งต้องเริ่มให้เร็ว
- My First Retirement Plan ซึ่งจะเน้นไปที่พนักงานในช่วงอายุ 40 บวกลบ ที่มักจะอยู่ในจุดที่ตื่นตัวเรื่องการวางแผนเกษียณอายุมากที่สุด ทั้งจากการที่ได้ใช้ชีวิตมาพอสมควร และเริ่มมีกำลังมากพอที่จะเก็บเงิน เราจะใช้โอกาสตอนนี้เน้นย้ำทั้งเรื่องการตั้งเป้าหมาย การใช้สวัสดิการเพื่อการเกษียณอายุต่างๆ ขององค์กรให้เกิดประโยชน์เต็มที่ และการลงมือทำในส่วนของตัวเองเพิ่มเติมด้วย
- Pre-Retirement Plan ซึ่งจะเน้นไปที่พี่ๆ ที่กำลังจะเกษียณอายุในอีก 3-5 ปี หรือสั้นกว่านั้น เพื่อให้ได้เตรียมการเข้าสู่ชีวิตเฟสถัดไป ซึ่งมีความแปลกใหม่กว่าเดิม และเรื่องเงินก็จะทวีความสำคัญและจัดการยากขึ้นด้วย องค์กรบางแห่งก็เลือกหัวข้อนี้ไปเป็น "Offboarding Course" หรือเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ให้กับพนักงานที่อยู่ด้วยกันมานานครับ
กลุ่มเนื้อหาตาม Special Needs หรือ ความสนใจพิเศษ
เนื้อหากลุ่มนี้เป็นการต่อยอดจากความรู้การเงินภาพกว้าง เข้าสู่การเงินเชิงลึก ซึ่งช่วยรักษา Momentum ของความรู้การเงินได้ดีอีกทาง เพราะเป็นการเตรียม Next Step ให้พนักงานที่ได้เรียนรู้พื้นฐานไปแล้ว สามารถก้าวต่อไปตัดสินใจเรื่องยากๆ เองได้ อย่างถูกหลักการ โดยมีองค์กรเป็นผู้ให้การสนับสนุนความรู้นั้น
ตัวอย่างหลักสูตรกลุ่มนี้ เช่น
- DIY สลายหนี้ให้มีเงินเก็บ เน้นไปที่การสอน "แก้หนี้" แบบถึงพริกถึงขิง คือ สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาให้คนเองได้ จนถึงขั้นนำไปแก้ปัญหาให้คนอื่นๆ ได้เลย ซึ่งอาจเป็นทักษะสำคัญของหัวหน้างานด้วย เพื่อจะได้ให้คำปรึกษาเบื้องต้นกับทีมงานของตนได้
- วางแผนลงทุนด้วยตนเอง เน้นไปที่เครื่องมือ และกลยุทธ์การลงทุนที่มนุษย์เงินเดือน สามารถใช้ประโยชน์ได้ง่าย โดยไม่ถึงขั้นต้องไปเทรดเฝ้าหน้าจอ แต่ใช้การจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation คู่กับเครื่องมือใกล้ตัวเช่น Provident Fund ขยับไปกองทุนรวม และ กองทุนลดหย่อนภาษี RMF & TESG ต่างๆ
- แผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน เน้นไปที่พนักงานกลุ่มที่เริ่มมีภาระภาษีมากขึ้น ให้สามารถเข้าใจกฎระเบียบทางภาษี และวางแผนลดหย่อนภาษีให้ตัวเองได้ โดยให้สอดคล้องกับงบประมาณที่มี และเป้าหมายการเงินของแต่ละคน
นอกจากเนื้อหาข้างต้น เราก็ยังสามารถออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กรได้ ตัวอย่างเช่น
- สอนเรื่องการเตรียมตัวซื้อบ้าน ตั้งแต่เลือกยังไง กู้ยังไง ผ่อนเท่าไร รีไฟแนนซ์อย่างไร
- สอนเรื่องการวางแผนการเงินสำหรับคนที่เป็น "เดอะแบก" คือมีทั้งพ่อแม่ที่ต้องดูแล แต่ตัวเองก็มีลูกที่ต้องดูแลด้วยเช่นกัน
- สอนเรื่องการเลือกประกันสุขภาพ & ประกันชีวิต ให้เหมาะสมกับงบประมาณ เพื่อใช้คู่กับสวัสดิการของบริษัทที่มีอยู่เดิม
ซึ่งทั้งหมดนั้น ก็เพื่อวัตถุประสงค์สูงสุดคือ ต้องการให้ Financial Well-Being เกิดขึ้นกับพนักงานในองค์กร และดำรงอยู่ไปได้อย่างถาวรนั่นเองครับ
สำหรับองค์กรแล้ว สิ่งที่จะได้รับกลับมา นอกจาก Engagement ของพนักงาน ที่มีให้กับองค์กรที่เพิ่มขึ้นแล้ว ก็จะค่อยๆ ลด Hidden Cost หรือต้นทุนแฝง ที่ทำให้พนักงานไม่มีความสุข หรือ ทำงานได้ไม่เต็มที่ อันเกิดจากการที่พวกเขามีปัญหาการเงินส่วนตัว จนกระทบการทำงานด้วยนั่นเองครับ








