
ก่อนจะได้สอนการเงินในองค์กร วิทยากรต้องผ่านอะไรมาก่อน ?
08/06/2026
วางแผนว่าจะอยู่ถึง 80 ปี – แล้วถ้าอยู่ไปถึง 85 หรือ 90 ล่ะ ?
16/06/2026
หลายคนวาดภาพการเกษียณไว้แบบนี้ครับ — เก็บเงินมาตลอดชีวิต พอถึงวันเกษียณก็เอาเงินก้อนใหญ่ไปลงทุน แล้วปล่อยให้เงินทำงานแทนเรา ชีวิตก็จะสบาย
เป็นอะไรที่ฟังดูสมเหตุสมผลมาก แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับมีปัญหาการเงินหลังเกษียณ ทั้งที่ช่วงก่อนเกษียณก็สามารถเก็บสะสมเงินมาได้เป็นอย่างดี
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ "กับดักสองขั้ว" ที่คนเกษียณมักหลงเข้าไปติดอยู่โดยไม่รู้ตัวครับ
- กับดักขั้วแรกคือ ไม่กล้าลงทุนเลย เพราะกลัวเสี่ยง
- ส่วนกับดักขั้วที่สองคือ ลงทุนเสี่ยงเกินไป เพราะอยากให้เงินงอกเร็วๆ หรือหมดช้าที่สุด
และทั้งสองขั้ว ล้วนนำไปสู่ปัญหาที่คล้ายกัน
กับดักขั้วแรก : ไม่กล้าลงทุนเลย
ความเชื่อที่ว่า "เกษียณแล้วต้องระวัง อย่าเสี่ยง" นั้นไม่ผิดครับ แต่มันอาจไม่สมบูรณ์นัก ถ้าเราไม่ได้เตรียมเงินไว้ล้นเหลือจริงๆ เพราะมีสิ่งหนึ่งที่ทำงานอยู่เสมอ และมักมองให้เห็นในกรอบเวลาสั้นๆ นั่นคือ เงินเฟ้อ ครับ
เงินเฟ้อทำงานเงียบๆ ไม่มีวันหยุด ลองดูตัวอย่างนี้นะครับ
สมมติวันเกษียณเรามีเงินพอดีกับราคาของสิ่งที่ต้องการ แต่เลือกฝากธนาคารทั้งหมด — สิ่งที่เกิดขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้าคือ
เงินเริ่มต้น 5,000,000 บาท ฝากธนาคารได้ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี แต่ของสิ่งเดียวกันนั้นราคาแพงขึ้นตามเงินเฟ้อ 3% ต่อปี
| ปีที่ | ราคาของชิ้นนั้น (เงินเฟ้อ 3%/ปี) |
เงินในบัญชีของคุณ (ดอกเบี้ย 1.5%/ปี) |
ขาดอีก |
|---|---|---|---|
| เริ่มต้น | 5,000,000 บาท | 5,000,000 บาท | ซื้อได้พอดี |
| ปีที่ 5 | 5,796,000 บาท | 5,386,000 บาท | -410,000 บาท |
| ปีที่ 10 | 6,720,000 บาท | 5,803,000 บาท | -917,000 บาท |
| ปีที่ 15 | 7,790,000 บาท | 6,251,000 บาท | -1,539,000 บาท |
| ปีที่ 20 | 9,031,000 บาท | 6,734,000 บาท | -2,297,000 บาท |
* คำนวณจากดอกเบี้ยเงินฝาก 1.5% ต่อปี และเงินเฟ้อ 3% ต่อปี (ทบต้น) โดยยังไม่ได้ถอนออกมาใช้เลย
ตัวเลขข้างบนนั้นน่าตกใจครับ เพราะนี่คือกรณีที่ ยังไม่ได้ถอนเงินมาใช้เลยสักบาท แค่ฝากทิ้งไว้ 20 ปี สิ่งที่เคยซื้อได้พอดีตอนเกษียณ กลับต้องใช้เงินเพิ่มอีกกว่า 2.2 ล้านบาทถึงจะซื้อได้ในอีก 20 ปีข้างหน้า
แต่ในความเป็นจริง เราต้องถอนออกมาใช้ทุกเดือนด้วย แปลว่าระหว่างที่ราคาข้าวของแพงขึ้นแบบไม่หยุด พอร์ตเราทั้งโตช้ากว่า และถูกตัดเฉือนมาใช้ตลอดทาง ทำให้พอร์ตหมดได้เร็วกว่าที่คิด
กับดักขั้วที่สอง : ลงทุนเสี่ยงเกินไป
เมื่อรู้ว่าฝากธนาคารอย่างเดียวไม่พอ หลายคนก็หันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น หุ้น ซึ่งก็ไม่ผิดครับ แต่ปัญหาคือ การลงทุนที่เหมาะกับช่วงสะสมเงิน สมัยที่ทำงานอยู่ อาจจะไม่เหมาะสมเลยหลังเกษียณ
ลองนึกถึงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมาครับ
หุ้นร่วงจากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุด
ทุกตลาดทั่วโลกร่วงพร้อมกัน
ตอนที่เรายังทำงานอยู่ ถ้าพอร์ตติดลบ 30% แม้เราจะรู้สึกเจ็บปวด แต่ก็อาจพอรับได้ครับ เพราะ ยังมีเงินเดือนเข้าทุกเดือน บางคนก็ดีใจที่ได้ DCA ซื้อเพิ่มตอนราคาถูก แล้วพอตลาดฟื้นก็ได้กำไรงาม
แต่หลังเกษียณ สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงครับ
ช่วงทำงาน — พอร์ต 10 ล้านบาทตก 30% เหลือ 7 ล้านบาท เจ็บปวด แต่ยังมีเงินเดือนใช้ทุกเดือน รอตลาดฟื้นได้สบาย แถมออมเพิ่มได้อีก
หลังเกษียณ — พอร์ต 10 ล้านบาทตก 30% เหลือ 7 ล้านบาทเช่นกัน แต่ยังต้องถอนออกมาใช้อีกเดือนละ 25,000 บาท ในขณะที่พอร์ตยังไม่ฟื้น
| ช่วงเวลา | พอร์ตหลังตก 30% | ถอนใช้สะสม | พอร์ตคงเหลือ |
|---|---|---|---|
| ทันทีที่ตลาดตก | 7,000,000 บาท | — | 7,000,000 บาท |
| ผ่านไป 3 เดือน | ยังไม่ฟื้น | 75,000 บาท | 6,925,000 บาท |
| ผ่านไป 6 เดือน | ยังไม่ฟื้น | 150,000 บาท | 6,850,000 บาท |
| ผ่านไป 12 เดือน | ยังไม่ฟื้น | 300,000 บาท | 6,700,000 บาท |
* พอร์ตยังไม่ฟื้นตลอด 1 ปี และมีการถอนออกใช้ทุกเดือน เงินต้นลดลงไปแล้ว 1,300,000 บาท โดยที่ตลาดยังไม่กลับมา
และนี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดครับ เมื่อพอร์ตติดลบหนักและเราเครียดมาก สัญชาตญาณจะบอกให้ "ขายทิ้งก่อน กันไว้ดีกว่า" ซึ่งพอขายทิ้งไปแล้ว ตลาดก็มักจะฟื้นตัวขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้อยู่ในตลาดเสียแล้ว จึงกลายเป็น Realized Loss หรือผลขาดทุนจริงๆ ไม่ใช่เพียงเรื่องชั่วคราว
ทำไมช่วงหลังเกษียณถึง "อันตรายที่สุด" ทางการเงิน
นอกจากกับดักสองขั้วที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเหตุผลสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้ช่วงเกษียณแตกต่างจากทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมา
ลองคิดดูนะครับ ตลอดชีวิตการทำงาน 30-40 ปี เราทำสิ่งที่เรียกว่า "การสะสม" (Accumulation) มาตลอด นั่นคือเงินเดือนเข้า หักค่าใช้จ่าย เหลือก็ออมและลงทุน (บางคนออมก่อนใช้ด้วย) แล้วก็รอให้มันงอกเงย ใช้ความผันผวนเป็นโอกาสได้
แต่หลังเกษียณ เกมเปลี่ยนครับ เราต้องเปลี่ยนมาเล่นเกมที่เรียกว่า "การถอนใช้" (Decumulation) ซึ่งมีกติกาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น
- ถอนออกมาใช้เท่าไหร่ต่อเดือนถึงจะพอดี ไม่น้อยไป ไม่มากไป
- ถอนจากส่วนไหนก่อน ในปีที่ตลาดดี กับปีที่ตลาดแย่ ควรทำแตกต่างกันหรือไม่
- ถ้าพอร์ตติดลบ ควรลดการถอน หรือถอนตามแผนเดิม
- ควรเก็บสัดส่วนหุ้นไว้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงอายุ
คำถามเหล่านี้แทบไม่มีอยู่ในช่วงวัยทำงานเลย เพราะเราไม่ต้องถอนออกมาใช้ แต่หลังเกษียณ มันคือคำถามที่ต้องตอบให้ถูกตลอดทาง
โดยทั่วไป พอร์ตของหลายๆ ท่านมักจะใหญ่ที่สุดในชีวิตช่วงที่เพิ่งเกษียณ เพราะเพิ่งรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินก้อนจากสวัสดิการต่างๆ เข้ามา รวมกับพอร์ตเงินเก็บที่สะสมมาทั้งชีวิต
แต่นั่นแหละครับ มันคือจังหวะที่เราไม่เคยบริหารพอร์ตในโหมด Decumulation มาก่อนเลย ถ้าเปรียบเหมือนการขับรถ ก็เหมือนได้รับรถที่แพงที่สุดในชีวิต แต่เพิ่งหัดขับรถบนเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยผ่านมาก่อน แถมยังเปลี่ยนฝั่งจากที่เคยขับพวงมาลัยขวา มาขับพวงมาลัยซ้ายอีกต่างหาก
ความเสียหายจากความผิดพลาดในช่วงนี้ จึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากครับ
ทั้ง "ไม่ลงทุนเลย" และ "ลงทุนเสี่ยงเกินไป" ต่างก็มีราคาที่ต้องจ่ายครับ ไม่มีขั้วไหนที่ "ปลอดภัยสมบูรณ์"
การจัดการเงินหลังเกษียณจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความกล้าหรือความกลัว แต่คือการเข้าใจว่า กติกาของเกมเปลี่ยนไปแล้ว และเราต้องมีทักษะ + กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่นี้โดยเฉพาะ
สิ่งที่ทำในช่วงวัยทำงานอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป และอาจเป็นจุดที่จำเป็น ที่การมีที่ปรึกษาที่เข้าใจบริบทของผู้เกษียณโดยเฉพาะ จะมีคุณค่าอย่างมาก
ซึ่ง Avenger Planner ก็หวังเป็นอย่างยิ่งนะครับ ว่าพวกเราจะได้ใช้ทักษะที่มี ช่วยสนับสนุนให้ทุกๆ ท่านสามารถจัดการเงินในวัยเกษียณได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณนั้น มี Peace of Mind ได้อย่างแท้จริงครับ
เปลี่ยนความรู้การเงิน เป็นความสำเร็จที่จับต้องได้
ให้พวกเราเป็นนักวางแผนการเงินประจำตัว
ช่วยวิเคราะห์และแนะนำคุณอย่างรอบด้าน เพื่อทุกการตัดสินใจที่ถูกต้อง




